หนังโฟกัสไปที่เด็กๆ ที่เหลือรอดใช้ชีวิตแต่งองค์ทรงเครื่องแบบ Mad Max เล่นแบ่งเผ่า ก๊วน แก๊งค์ อะไรไปตามเรื่อง ซึ่งก็ไม่พ้นต้องมีความดิบโหดแบบตลกเลือดสาดหน่อยๆ  แทรกตัดสลับกับแฟลชแบ็คย้อนเรื่องราวไปในในชีวิตก่อนวันที่โลกล่มสลายจากหัวรบจรวดบอมบ์ลงทั่วโลก ซึ่งหนังเลือกไม่เล่าอะไรตรงนี้ในตอนแรกทั้งสิ้น และคนดูก็ไม่ต้องไปสนใจด้วย เพราะเรื่องราวจริงๆ คือการใช้ชีวิตวัยรุ่นแบบเดิมๆ เพิ่มเติมคือโลกล่มสลาย ทำให้ไม่มีกฎเกณฑ์ของสังคมอะไรมากรอบชีวิตพวกเขาอีกต่อไป อย่างว่าล่ะน่ะเอาจริงๆ นี่มันก็เหมือนฝันชัดๆ หนังเสียดสีได้ตรงจุดเหมือนกันในแง่ที่ว่า ถ้าโลกมันเละ แล้วทำไมต้องซีเรียส ใช้ชีวิตให้มันส์สุดเหวี่ยงไปไม่ดีมากกว่าหรือ! ซึ่งช่วง 3 ตอนแรกนี่แหละทำเอาผมปวดกบาล เพราะหนังดูง่อยๆ สเปะสะปะไร้ทิศทางมาก เหมือนต้องมาทนดูหนังแย่ๆ โครงเรื่อง Mad Max ที่มีพระเอก “จอช” วิ่งไล่ตามหาแฟนที่หายไป และก็ต้องไปสู้กับเผ่าต่างๆ แบบง้องแง้งปัญญาอ่อนสิ้นดี

แต่พอเข้าตอนที่ 4 หนังเริ่มมีอะไรใส่เผ่านาแบบ เฮ้ย…ดีว่ะ คือดูแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่าหนังพาเรื่องราวกลับมาจุดที่เป็นผู้เป็นคน และก็เป็นอะไรที่ซึ้ง แถมยังพลิกผันให้เรื่องราวกลับมาดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ หนังเปลี่ยนตัวเองฉับพลันเปลี่ยนเป็นว่าเรื่องราวใน 3 ตอนแรกกับช่วงหลังตอน 4 ไปคนละโทน จากแนว Mad Max วัยรุ่นบ้าบอไร้สาระ กลายมาเป็นการเติบโตทางความคิด พร้อมเปลี่ยนทิศทางหนังไปแนว Coming of Age ให้กับทุกตัวละครได้หน้าตาเฉย ซึ่งทำออกมาดีเสียด้วยสิ แถมด้วยฉากจบตอน 4 ที่เป็นอะไรแบบ…มันเกย์มาก แต่คือดีย์ด้วยเช่นกัน (ถ้าใครเคยดูซีรีส์  Netflix ประจำคงมองว่าพยายามให้หนังมีความหลากหลายในเรื่องเพศ LGTB สูง) ซึ่งหนังพร้อมจะพาหลักสำคัญเรื่องราวข้อคิดดีๆ ทิ้งท้ายจากตอนนี้ไปต่อในตอนต่อๆ ไป หนังแทบจะทิ้งเรื่องราวความบ้าคลั่งมั่วๆ แบบ 3 ตอนแรกไปเลย กลายมาเป็นหนังมู๊ดใหม่โทนใหม่ ซึ่งถ้าใครทนดูมาถึงตรงนี้ได้ เรียกว่าน่าจะดูต่อจนจบได้แน่แล้วเช่นกัน

นางเอก Daybreak
นางเอกเรื่องนี้ขอบอกว่าแจ่มแมวจริงๆ มีเสน่ห์สุดๆ ตามบทเป๊ะ! -Daybreak
แต่…(ขออีกรอบ) ก็ไม่ใช่ว่าหนังจะกลับมาดูง่ายสบายๆ เพราะหลังจากนั้นหนังเน้นเล่นเรื่องราวของแต่ละตัวละครแบบเจาะลึกเข้าไปในหัวสมอง สร้างออกมาเป็นจินตนาการเพี้ยนๆ จนหนังมีอารมณ์มู๊ดโทนการนำเสนอรื่องราวแบบขึ้นๆ ลงๆ ตีลังกาเป็นรถไฟเหาะกันเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่จอชที่เป็นพระเอกมีบทเด่นคนเดียว เอาจริงๆ เพื่อให้นพ้องน้องพี่ หรือแม้แต่ศัตรูของจอชก็มีเรื่องราวแยกแบบละเอียดให้ดูกัน แถมทำได้น่าสนใจกว่าของพระเอกเองซะอีก (ที่มันน้ำเน่ามากๆ กับการตามหาสาวคนรักที่หายไปในโลกดิสโทเปีย) หนังพาไปพบกับเรื่องราวของตัวละครเด่นๆ ในเรื่อง และจากนั้นก็ทำให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น ผูกพันกับพวกเขามากขึ้น โดยมีคอนเซ็ปต์ชัดเจนที่ว่าพวกเขาพวกนี้จริงๆ ก็ยังเป็น “เด็ก” ที่ลึกๆ และก็โหยหา “ผู้ใหญ่” ที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งหนังทำออกมาได้ดีทีเดียวกับใจความสำคัญของแต่ละคน เปลี่ยนเป็นส่วนที่ซึ้งเล็กๆ เต็มไปด้วยมิตรภาพและความอบอุ่นน่ารักน่าเอ็นดูทำให้ต้องมองหนังเรื่องนี้ใหม่หลายตลบเลยทีเดียว

และไม่ใช่ว่าจะมีแต่เด็กเป็นบทเด่น หนังสอดแทรกตัวละครผู้ใหญ่ไว้ในเรื่องด้วย ซึ่งมีทั้งแฟลชแบ็คกลับไปตอนโลกเป็นปกติ และผู้ใหญ่ในโลกล่มสลายหลงเหลืออยู่ด้วย ซึ่งจะกลายมาเป็นตัวละครที่เซอร์ไพรส์หลายอย่างในเรื่องไปจนจบ แถมเปิดเรื่องราวจากหนังซอมบี้อาจจะแปลงเป็นหนังที่มีอะไรเหนือธรรมชาติมากกว่านั้นอีกก็ได้ในซีซั่นต่อไป