โคตรนักสืบชินจูกุ ปี๊ป : โลกแห่งการทับซ้อนของอนาล็อกและดิจิตอล

ซาเอบะ เรียวความเท่ที่คงทนมากกว่า 30 ปีของ “ซิตี้ฮันเตอร์”
สไตล์ของซาเอบะ เรียวนั้นยังคงเหมือนเดิม เท่เหมือนเดิม เก่งเหมือนเดิมและยังหื่นเหมือนเดิม พร้อมด้วยนักพากย์ต้นฉบับจากซีรีส์และ OVA  ถึงแม้ว่าซาเอบะจะถูกจับมาอยู่ในยุคปัจจุบันโดยที่ไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย แต่เสน่ห์ของชายยุคอนาล็อกอย่างเขาที่ดิบ เถื่อน(หื่น)แต่ยังเป็นสุภาพบุรุษนั้นยังคงความเท่ไม่น้อยน่าเหล่าพระเอกอนิเมะในยุคนี้อะไร ด้วยเทคโนโลยีของการสร้างภาพยนตร์ที่ใหม่ขึ้นนั้นกลับถูกเทไปที่ตัวร้ายและสร้างตัวร้ายที่เก่งกว่าเดิมยากจะจัดการและเสริมความไฮเทคเผ่านาอีกด้วย แต่ซาเอบะ เรียวนั้น ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้ยกเครื่องให้การเคลื่อนไหวของเขาดูต่อเนื่องขึ้นและฉากแอคชั่นทำได้ดีมากขึ้น พร้อมกับความเทพที่ดูเกินเลยไปของทั้งพระเอกและสมาชิกทีมสามารถสอดประสานเรื่องราวไปพร้อมๆ กับมุขหื่นสุดคลาสสิคได้เป็นอย่างดี

รีวิวซิตี้ฮันเตอร์ โคตรนักสืบชินจูกุ ปี๊ป : โลกแห่งการทับซ้อนของอนาล็อกและดิจิตอล 1
ซาเอบะ เรียว ที่ยังคงเหมือนเดิม
Beep ยังคงอยู่ แต่ลดลงนิดนึง
ในยุคที่การละเมิดหรือการลวนลามนั้นได้รับการใส่ใจมากกว่าอดีตกาล แน่ๆว่ามุขลามกของเรียวน้อยก็ต้องลดลงเช่นกัน ทั้งการเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเด็กรุ่นใหม่และความเหมาะสมในยุคปัจจุบันด้วย แต่ใน City Hunter เวอร์ชั่นรีเมคนี้ ซาเอบะของเราก็ยังคงจัดเต็มมุขลามกและความหื่นภายใต้กรอบได้อย่างสุดกำลัง แฟนคลับไม่ผิดหวังแน่ๆ

City-Hunter-Beep
ถ้า Beep ก็จะเจอคาโอริฟาด!
ลายเส้นใหม่ที่ให้ฟีลเดิม
การออกแบบตัวละครนั้นยังคงสไตล์ดั้งเดิมจากยุค 80 เอาไว้ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าจะทำให้ตัวละครหลักนั้นโดดเด่นออกมาจากตัวละครอื่นๆ ในเรื่องที่หน้าตาการแต่งกายเป็นยุคปัจจุบันเสียหมด แต่ถึงกระนั้นรวมทั้งสามารถทำออกมาได้กลมกลืนไปด้วยกัน และยังแฝงเสน่ห์ลายเส้นของซึคาสะ โฮโจไว้ในดีไซน์ที่ร่วมสมัยได้อีกด้วย

AI-Chan
ลายเส้นของซิตีฮันเตอร์ที่ร่วมสมัยมากขึ้น
Cameo ที่แฟนคลับ City Hunter ตัวจริงต้องตะลึง
ตัวละครดั้งเดิมของ City Hunter โผล่มาให้เหล่าแฟนคลับหายนึกถึง และอาจจะรวมไปถึงเหล่าตัวละครที่แฟนคลับ ซึคาสะ โฮโจอาจจะคาดไม่ถึงอีกด้วย รับรองได้ว่าตัวละครรับเชิญเหล่านั้นมีทีเด็ดให้แฟนคลับต้องทั้ง”ว้าว”และ”ฮา”และหายนึกถึงกันแน่ๆ

Cameo-ซิตี้ฮันเตอร์
Cameo ที่แฟนคลับต้องรู้จัก
เนื้อเรื่องที่ใหญ่ขึ้นแต่ก็ยังคงโฟกัสที่ “ซิตี้ฮันเตอร์”
เมื่อเปลี่ยนเป็นภาพยนตร์เนื้อเรื่องก็เข้มข้นขึ้นพร้อมๆกับใหญ่ขึ้น  และเมื่อถูกเซ็ทให้อยู่ในยุคปัจจุบันก็มีการเผ่านาของเทคโนโลยีที่ทันสมัย ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องจะดูใหญ่กว่าซาเอบะ เรียว แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็สามารถจำกัดขอบเขตของมันไว้ให้อยู่แค่ซิตี้ฮันเตอร์ได้ ด้วยปมของเรื่องที่ดูทั้งเป็นได้และเกินเลย กับความเทพของเหล่าสมาชิกทีมซิตี้ฮันเตอร์ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สูญเสียความลุ้นไปในตอนท้ายและแปลงเป็นเพียงการโชว์เท่ของเหล่าตัวละครหลัก ทั้งการยกเครื่องเทคโนโลยีให้ทันกับยุคสมัยปัจจุบันนั้นกลับมีอยู่แค่ตัวละครประกอบแค่นั้นเหล่าตัวละครหลักกลับไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในชีวิตของพวกเขากับเทคโนโลยีที่เป็นสิ่งหนึ่งในยุคนี้ที่ผู้คนไม่สามารถขาดได้  มันทำให้เกิดการทับซ้อนระหว่างโลกดิจิตัลและตัวละครยุคอนาล็อกที่เหมือนแค่เดินผ่านไทม์แมชชีนมาแค่นั้นแต่ในการเล่าเรื่องส่วนนี้เองไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเนื้อเรื่องเท่าไหร่เลย แต่สิ่งสำคัญคือมันไม่ได้พาตัวละครที่เราคุ้นเคยเผ่านาอยู่ในไลฟ์สไตล์ปัจจุบันของเราจริงๆจังๆ

City-Hunter-Shinjuku-Private-Eyes-cover-ซิตี้ฮันเตอร์
การเขียน XYZ กับเทคโนโลยียุคปัจจุบัน 
โดยสรุปแล้วซิตี้ฮันเตอร์ โคตรนักสืบชินจูกุ ปี๊ป นั้นเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่จะสามารถสนองตอบความปรารถนาของแฟนคลับซีรีส์นี้ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังสามารถหว่านเสน่ห์ให้ผู้ชมที่ไม่เคยรู้จักซิตี้ฮันเตอร์ให้หลงรักและเปิดใจให้กับซีรีส์นี้ได้เหมือนกัน ถึงแม้จะมีบาดแผลบ้างแต่ก็ถือว่าซาเอบะ เรียวกระโดดผ่านเวลามาโลดแล่นในยุคปัจจุบันได้อย่างสวยงาม

Daybreak โลกถล่ม รัก (ไม่) ทลาย

หนังโฟกัสไปที่เด็กๆ ที่เหลือรอดใช้ชีวิตแต่งองค์ทรงเครื่องแบบ Mad Max เล่นแบ่งเผ่า ก๊วน แก๊งค์ อะไรไปตามเรื่อง ซึ่งก็ไม่พ้นต้องมีความดิบโหดแบบตลกเลือดสาดหน่อยๆ  แทรกตัดสลับกับแฟลชแบ็คย้อนเรื่องราวไปในในชีวิตก่อนวันที่โลกล่มสลายจากหัวรบจรวดบอมบ์ลงทั่วโลก ซึ่งหนังเลือกไม่เล่าอะไรตรงนี้ในตอนแรกทั้งสิ้น และคนดูก็ไม่ต้องไปสนใจด้วย เพราะเรื่องราวจริงๆ คือการใช้ชีวิตวัยรุ่นแบบเดิมๆ เพิ่มเติมคือโลกล่มสลาย ทำให้ไม่มีกฎเกณฑ์ของสังคมอะไรมากรอบชีวิตพวกเขาอีกต่อไป อย่างว่าล่ะน่ะเอาจริงๆ นี่มันก็เหมือนฝันชัดๆ หนังเสียดสีได้ตรงจุดเหมือนกันในแง่ที่ว่า ถ้าโลกมันเละ แล้วทำไมต้องซีเรียส ใช้ชีวิตให้มันส์สุดเหวี่ยงไปไม่ดีมากกว่าหรือ! ซึ่งช่วง 3 ตอนแรกนี่แหละทำเอาผมปวดกบาล เพราะหนังดูง่อยๆ สเปะสะปะไร้ทิศทางมาก เหมือนต้องมาทนดูหนังแย่ๆ โครงเรื่อง Mad Max ที่มีพระเอก “จอช” วิ่งไล่ตามหาแฟนที่หายไป และก็ต้องไปสู้กับเผ่าต่างๆ แบบง้องแง้งปัญญาอ่อนสิ้นดี

แต่พอเข้าตอนที่ 4 หนังเริ่มมีอะไรใส่เผ่านาแบบ เฮ้ย…ดีว่ะ คือดูแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่าหนังพาเรื่องราวกลับมาจุดที่เป็นผู้เป็นคน และก็เป็นอะไรที่ซึ้ง แถมยังพลิกผันให้เรื่องราวกลับมาดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ หนังเปลี่ยนตัวเองฉับพลันเปลี่ยนเป็นว่าเรื่องราวใน 3 ตอนแรกกับช่วงหลังตอน 4 ไปคนละโทน จากแนว Mad Max วัยรุ่นบ้าบอไร้สาระ กลายมาเป็นการเติบโตทางความคิด พร้อมเปลี่ยนทิศทางหนังไปแนว Coming of Age ให้กับทุกตัวละครได้หน้าตาเฉย ซึ่งทำออกมาดีเสียด้วยสิ แถมด้วยฉากจบตอน 4 ที่เป็นอะไรแบบ…มันเกย์มาก แต่คือดีย์ด้วยเช่นกัน (ถ้าใครเคยดูซีรีส์  Netflix ประจำคงมองว่าพยายามให้หนังมีความหลากหลายในเรื่องเพศ LGTB สูง) ซึ่งหนังพร้อมจะพาหลักสำคัญเรื่องราวข้อคิดดีๆ ทิ้งท้ายจากตอนนี้ไปต่อในตอนต่อๆ ไป หนังแทบจะทิ้งเรื่องราวความบ้าคลั่งมั่วๆ แบบ 3 ตอนแรกไปเลย กลายมาเป็นหนังมู๊ดใหม่โทนใหม่ ซึ่งถ้าใครทนดูมาถึงตรงนี้ได้ เรียกว่าน่าจะดูต่อจนจบได้แน่แล้วเช่นกัน

นางเอก Daybreak
นางเอกเรื่องนี้ขอบอกว่าแจ่มแมวจริงๆ มีเสน่ห์สุดๆ ตามบทเป๊ะ! -Daybreak
แต่…(ขออีกรอบ) ก็ไม่ใช่ว่าหนังจะกลับมาดูง่ายสบายๆ เพราะหลังจากนั้นหนังเน้นเล่นเรื่องราวของแต่ละตัวละครแบบเจาะลึกเข้าไปในหัวสมอง สร้างออกมาเป็นจินตนาการเพี้ยนๆ จนหนังมีอารมณ์มู๊ดโทนการนำเสนอรื่องราวแบบขึ้นๆ ลงๆ ตีลังกาเป็นรถไฟเหาะกันเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่จอชที่เป็นพระเอกมีบทเด่นคนเดียว เอาจริงๆ เพื่อให้นพ้องน้องพี่ หรือแม้แต่ศัตรูของจอชก็มีเรื่องราวแยกแบบละเอียดให้ดูกัน แถมทำได้น่าสนใจกว่าของพระเอกเองซะอีก (ที่มันน้ำเน่ามากๆ กับการตามหาสาวคนรักที่หายไปในโลกดิสโทเปีย) หนังพาไปพบกับเรื่องราวของตัวละครเด่นๆ ในเรื่อง และจากนั้นก็ทำให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น ผูกพันกับพวกเขามากขึ้น โดยมีคอนเซ็ปต์ชัดเจนที่ว่าพวกเขาพวกนี้จริงๆ ก็ยังเป็น “เด็ก” ที่ลึกๆ และก็โหยหา “ผู้ใหญ่” ที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งหนังทำออกมาได้ดีทีเดียวกับใจความสำคัญของแต่ละคน เปลี่ยนเป็นส่วนที่ซึ้งเล็กๆ เต็มไปด้วยมิตรภาพและความอบอุ่นน่ารักน่าเอ็นดูทำให้ต้องมองหนังเรื่องนี้ใหม่หลายตลบเลยทีเดียว

และไม่ใช่ว่าจะมีแต่เด็กเป็นบทเด่น หนังสอดแทรกตัวละครผู้ใหญ่ไว้ในเรื่องด้วย ซึ่งมีทั้งแฟลชแบ็คกลับไปตอนโลกเป็นปกติ และผู้ใหญ่ในโลกล่มสลายหลงเหลืออยู่ด้วย ซึ่งจะกลายมาเป็นตัวละครที่เซอร์ไพรส์หลายอย่างในเรื่องไปจนจบ แถมเปิดเรื่องราวจากหนังซอมบี้อาจจะแปลงเป็นหนังที่มีอะไรเหนือธรรมชาติมากกว่านั้นอีกก็ได้ในซีซั่นต่อไป

Doctor Sleep ลางนรก

Doctor Sleep ลางนรก รีวิว
ภาคนี้เล่าต่อจากฉากจบภาคแรก แดนนี่ต้องโดนผีร้ายจากโรงแรมโอเวอร์ลุคตามติดตามฆ่า แม้ว่าดิค ผีของชายที่มีพลัง Shining เหมือนกันจะช่วยบอกวิธีกำจัดผีพวกนั้นให้ แต่แดนนี่ก็รู้ดีว่าพวกความชั่วร้ายจะพากันตาม Shining ของเขามาจนเจอตัวไม่จบไม่สิ้น แดนนี่จึงตัดสินใจลดความเสี่ยง ปิดกั้นและไม่ใช้พลังของตนอีก

เวลาผ่านเลยไป เขาเติบโตขึ้นจนอยู่ในวัย 40 ปี จากปมความกลัวในวัยเด็ก เขาติดเหล้าเหมือนกับแจ็ค พ่อของเขา ย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งจับพลัดจับพลูเข้ากลุ่มบำบัดเลิกเหล้า และได้งานเป็นบุรุษพยาบาลในบ้านพักคนชรา และนั่นเป็นจุดเริ่มให้เขาได้กลับมาใช้พลัง Shining อย่างสุดกำลังอีกรอบในรอบ 40 ปี แต่ทว่าการเปิดใช้พลังคราวนี้ ทำให้เขาต้องจูนติดกับเด็กสาวอีกคนหนึ่งชื่อ แอบรา เด็กรุ่นใหม่ที่มีพลัง Shining เหมือนกัน

Doctor Sleep ลางนรก รีวิว สปอยล์
Doctor Sleep ลางนรก รีวิว สปอยล์
ในฐานะที่ The Shining เวอร์ชันหนังขึ้นแท่นคลาสสิกเป็นหนังระดับตำนาน จึงไม่แปลกที่คนไม่ใช่น้อยจะคาดหวังกับภาคต่ออย่างเรื่องนี้ แม้ว่าฉบับนิยายจะออกมาตั้งแต่ปี 2013 แต่ผู้คนจำนวนมากก็คงต้องการจะดูภาคต่อของเนื้อเรื่องเวอร์ชันคูบริกมากกว่า (หากใครไม่ทราบ สแตนลีย์ คูบริก ผู้กำกับ The Shining สร้างหนังต่างจากเวอร์ชันนิยาย)

แต่ผลที่ออกมามันเกินคาดมากกว่านั้นมาก Doctor Sleep ไม่ใช่เพียงแค่ภาคต่อของเนื้อเรื่องเวอร์ชันคูบริกเพียงแค่นั้นแต่นี่ยังเป็นหนังที่ฉีกแนวไปจากภาคแรกแทบจะสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่เนื้อเรื่องต่อเนื่องกันโดยตรง จากแนวสยองขวัญผีหลอก กลายมาเป็นแนวแอ็คชันแฟนตาซีแบบซูเปอร์ฮีโร่สู้กับซูเปอร์วิลเลน แต่ยังแฝงความลึกลับความน่ากลัวไว้บ้างไม่ให้หลุดจนเกินไป

Doctor Sleep ลางนรก รีวิว สปอยล์
Doctor Sleep ลางนรก รีวิว สปอยล์
ส่วนตัวแล้วผมไม่เคยดู The Shining มาก่อน พอรู้ว่าเรื่องนี้เป็นภาค 2 จึงตัดสินใจถือเป็นโอกาสหาภาคแรกมาดูซักที วันนั้นเป็นวันจันทร์ พอดูจบก็สนุกดี แต่ก็ไม่ได้ชอบยกสูงขึ้นหิ้งแบบคนอีกหลายๆคน แล้ววันพุธก็ไปดู Doctor Sleep ทันที ระยะเวลาห่างกันแค่สองวัน แน่ๆว่าเนื้อเรื่องบางแง่มุมของภาคแรกยังติดอยู่ในหัว อารมณ์ยังค้างอยู่บ้าง ผลปรากฏว่าดูภาคสองสนุกตลอดทั้งเรื่องเลย และแปลงเป็นว่าชอบทั้งสองภาค!

เหตุผลหลักที่ชอบเรื่องนี้มากก็คือในขณะที่เนื้อเรื่องปะติดปะต่อกับภาคแรกได้แทบจะแนบเนียนแล้ว ภาคนี้ยังสามารถแหวกแนวออกไปยืนเดี่ยวได้ด้วยตัวละครใหม่ๆ และปมใหม่ๆ โดยไม่มีติดขัด เปิดจักรวาลเปิดจินตนาการได้อย่างน่าสนใจ แถมมันยังไปเสริมกับเนื้อเรื่องส่วนต่างๆ ในภาคแรก ตอบคำถามที่เคยมีค้างคาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เหล่าตัวร้าย เดอะทรูน็อต
เหล่าตัวร้าย เดอะทรูน็อต
บทหนังมีการขยายความชำนาญของพลัง Shining จากเดิมที่แค่เห็นผีกับภาพนิมิตได้ ภาคนี้เพิ่มความแฟนตาซีจนไประดับซูเปอร์ฮีโร่ มีการเข้าไปในจิตใจของคนอื่น ยึดร่าง สร้างโลกขึ้นในจิตใจซ้อนกัน และอีกอย่างมาก คือไม่กั๊กของอะไรก็ตามทั้งสิ้น เปลี่ยนแนวไปแทบจะเหมือนน้องๆ หนังมาร์เวลเลย แต่ในเมื่อแทบจะทุกอย่างเป็นเรื่องราวใหม่ (ยกเว้นพระเอกที่เป็นหน้าเก่า) ตัวหนังเลยไม่ได้ความคิดว่ามีหลุดโทนหรือเพ้อเจ้อเลย

นอกจากนี้หนังยังไม่ทำตัวงี่เง่าพยายามจะทำตัวลึกลับ หนังยอมเฉลยบอกคนดูทุกอย่างว่าจริงๆ แล้วภาคแรกมันเกิดอะไรขึ้น หนังบอกว่าพวกผีตามฆ่าก็เพราะอยากสูบกินพลังของผู้มี Shining ตัวโรงแรมเองก็เป็นเหมือนตัวตนชั่วร้ายตัวตนหนึ่ง โทนี่ก็คือพลัง Shining นี่เอง และยังบอกด้วยว่าSystemการจองจำวิญญาณในโรงแรมโอเวอร์ลุคเป็นอย่างไร ซึ่งทั้งหมดนี้มันยิ่งช่วยให้คนดูเข้าใจเรื่องราวโดยรวมได้ง่ายขึ้นและเพลิดเพลินไปกับหนัง

ข้อเสียของเนื้อเรื่องโดยรวมก็คือถ้าใครไม่เคยดู The Shining มาก่อนก็จะอินกับเรื่องนี้น้อยลงไปมาก จะไม่รู้เลยว่าทำไมพระเอกถึงติดเหล้า แล้วมันมีความหมายยังไง ทำไมอยู่ดีๆ เห็นผีแล้วอยากเลิกเหล้า ผีดิคคือใคร ถึงแม้หนังจะเริ่มในช่วงที่แดนนี่ยังเป็นเด็ก หลังภาคแรกจบไม่นาน แต่คนไม่เคยดูก็จะไม่ทราบเบื้องลึกเบื้องหน้าที่ซ่อนไว้ ที่สำคัญก็คือจะไม่ได้ฟินกับแฟนเซอร์วิสที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอด้วย!

ฉากแอ็คชันที่ไม่ใช่ใส่กันตูมตาม
ฉากแอ็คชันที่ไม่ใช่ใส่กันตูมตาม
ตัวละครแทบทุกตัวในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแอบรา, โรสเดอะแฮท, บิลลี่, ตัวแดนนี่เอง และแม้กระทั่งสมาชิกบางคนในกลุ่ม “เดอะทรูน็อต” ก็มีความโดดเด่นแยกกันอย่างชัดเจนเป็นเอกลักษณ์ (มาก) ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผม บุคลิก หรือแม้กระทั่งความสามารถการแสดงของดาราเอง นี่ทำให้เราเข้าถึงตัวละครได้ง่ายมากและอินไปกับมิติของตัวละครที่แสดงผ่านออกมาจากตัวผู้แสดง บางฉากทำให้อดรู้สึกเห็นอกเห็นอกเห็นใจตัวละครไปไม่ได้ แม้กระทั่งข้างเดอะทรูน็อต

โรสเดอะแฮทที่รับหน้าที่โดย Rebecca Ferguson เป็นตัวร้ายหลักของภาคนี้ และเป็นผลงานการแสดงติดตามาก คุณสามารถแสดงความลึกลับของสาวอมตะหลายพันปีออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง ในขณะที่ยังไม่ทิ้งความสวยสาวของตัวละครออกไป และยังเป็นปิศาจเจ้าแม่ยอดพลังวิเศษผู้เย่อหยิ่งในตนเองอีกด้วย ถือว่าตีบทแตกกระจุย

อีกคนที่ต้องชมมากๆ ก็คือหนูแอบราที่รับหน้าที่โดย Kyliegh Curran เจ้าของพลัง Shining รุ่นใหม่ที่มีแนวทางชีวิตแทบจะตรงกันผ่านกับแดนนี่ ถึงแม้จำเป็นจะต้องคอยทำตัวปกติให้พ่อแม่สบายใจ แต่คุณกลับไม่กลัวที่จะใช้พลังของตนเอง หนำซ้ำยังเป็นเด็กฉลาดไหวพริบดี มีความมั่นใจในตัวเองสูงลิ่วด้วย ซึ่งคุณก็แสดงออกมาได้ชัดแจ๋วเลย

แอบรากับโรส
แอบรากับโรส
โปรดักชันก็ใช่ย่อย การจัดฉาก เสื้อผ้า หน้าผม บทพูด เทคนิค CG ทั้งหมดทำให้รู้สึกได้ว่าบางฉากเรากำลังอ่านนิยายอยู่ ฉากย้อนกลับไปภาคหนึ่งที่ถ่ายทำใหม่สามารถเลียนแบบรายละเอียดได้แทบจะหนึ่งต่อหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฉาก จังหวะ มุมกล้อง ตำแหน่งยืน กระทั่งดาราที่หามาแทนเหมือนพอใช้ได้กระทั่งการพูดการจา (ไม่ได้ใช้ผู้แสดงคนเดิม)

โดยเฉพาะเป็นอย่างมากช่วงสุดท้ายของหนังที่แดนนี่พาแอบราย้อนกลับไปที่โรงแรมโอเวอร์ลุก ทีมสร้างเนรมิตขึ้นมาได้ละเอียดสุดๆ แบบว่าเป็นช่วงๆแฟนเซอร์วิสสุดกำลัง สถานที่ก็ใช่ ลำดับเหตุการณ์ก็ย้อนรอยกันเลย ทั้งมุมกล้องตามรถขณะขับไปโรงแรมที่เหมือนเป๊ะ เหตุการณ์บนบันไดที่เปลี่ยนจากพ่อแม่แดนนี่เป็นแดนนี่กับโรส ฉากทางวงกต ฉากแดนนี่ที่โดนโรงแรมสิงถือขวานไล่ล่าแอบรา ฉากแอบราวิ่งหนีผี และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สะกิดคนดูที่ใครเห็นแล้วเป็นต้องยิ้ม

เรื่องเสียงเรื่องเพลงประกอบก็ถือว่าดี ถึงแม้จะไม่มี OST ที่ฟังแล้วติดหูเหมือนดนตรีตอนเริ่มเรื่อง The Shining แต่เสียงประกอบในเรื่องนี้ก็ยังสามารถช่วยบิ้วท์อารมณ์ได้ โดยเฉพาะเสียงตุบๆๆๆ ที่เหมือนเสียงหัวใจเต้น มันช่างสร้างความลึกลับและความตึงเครียดได้ดียิ่งนัก แล้วไม่มีการใช้เสียงมาเล่นผีตุ้งแช่ด้วย

(ซ้าย) ภาพจากภาคแรก (ขวา) ภาพย้อนอดีตในภาคสอง
(ซ้าย) ภาพจากภาคแรก (ขวา) ภาพย้อนอดีตในภาคสอง
หนึ่งข้อที่โดดเด่นที่สุดก็คือ message หรือแนวคิดของหนังเรื่องนี้ เรื่องราวทั้งหมดมันคือการส่งต่อระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์พ่วงกับเรื่องกงกรรมกงเกวียน แดนนี่ที่มีประสบการณ์ชีวิตแย่ๆ กับ Shining มาก่อนได้สั่งสอนแอบราให้ใช้พลังนี้เอาตัวรอดจากความชั่วร้ายให้เป็น คอยช่วยเหลือคุณผ่านเรื่องราวทั้งหมดในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง แถมยังสอนแนวคิดที่มีต่อพลัง Shining และสุดท้ายก็ต้องมาสละชีวิตเพื่อให้ช่วยชีวิตแอบรา เป็นผีคอยให้คำแนะนำคุณไปจนกว่าจะถึงคราวของแอบราส่งต่อประสบการณ์ให้รุ่นต่อไป ก็เหมือนกับสิ่งที่ดิคทำให้ไว้กับเขาในภาคแรกจนต้องมาจบชีวิตลงด้วยขวานของแจ็ค และแปลงเป็นผีสั่งสอนแดนนี่จนถึงกลางเรื่องภาคนี้ (ในขณะที่ดิคเองก็มีย่าตัวเองเป็นคนสอน)

มองในแง่มุมหนึ่ง หนังสองภาคนี้ยังเหมือนกับไตรภาคของ M.Night เรื่อง Unbreakable, Split และ Glass ที่ภาคนึงเล่าเรื่องของตัวละครกลุ่มนึง ภาคนึงเล่าเรื่องของตัวละครอีกกลุ่มฝั่งตรงผ่าน แล้วมาจบลงที่ทุกคนเจอะกัน ใช้พลังวิเศษสู้กัน ตายเกลี้ยง แล้วส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ โดยมีพลังพิเศษเป็นตัวเชื่อมเรื่องราวทั้งหมด เพียงแค่ว่า Doctor Sleep รวมการเล่าเรื่องฝั่งตัวร้าย การมาพบกันของทุกคน และการปิดชะตากรรมผู้เริ่มแล้วส่งต่อให้คนใหม่ไว้ในหนังเรื่องเดียวกันแค่นั้นเอง

แต่ message ก็เป็นข้อเสียในตัวของหนัง คือมันทำให้เดาฉากจบได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง เพราะบทหนังชัดเจนมากๆ ใน message นี้ แทบจะพูดบอกคนดูเลยก็ว่าได้ ทั้งยังมีเรื่องพลังของแอบราที่เก่งเกินในฐานะเด็กเล็กที่ไม่มีคนสอน แต่ดันเล่นงานตัวร้ายได้ง่ายเป็นขนมเลย นี่ถ้าไม่ติดว่าเดอะทรูน็อตมีหลายๆคน แดนนี่คงไม่มีบทไปแล้ว

แดนนี่กับดิค "อาจารย์" กับ "ศิษย์"
แดนนี่กับดิค “อาจารย์” กับ “ศิษย์”
Doctor Sleep เป็นหนังที่สามารถดูได้โดยไม่ต้องดูภาคแรก เพราะเบื้องหน้ามันก็คือหนังยอดมนุษย์นี่แหละ แถมยังมีชั้นเชิงมากกว่าจะมาซัดกันโง่ๆ ด้วย ด้วยเวลาสองชั่วโมงกว่าทำให้บทสามารถค่อยๆ สานเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างไม่เร่งรีบและพอดีเต็มอิ่ม หนังเคลียร์แทบจะทุกคำถาม บทโง่ๆ พวกกำลังจะบอกความจริงแล้วกระอักเลือดตายก่อนอันนี้ไม่มี ไม่หงุดหงิดแน่ๆ แต่ด้วยเรต R และฉากเด็กตายที่ไม่เล่นมุมกล้องเล่นเทคนิคอะไรก็อาจทำให้ไม่ถูกจริตบางคนนัก

The App (Netflix) ความรักเสมือน (จริง) ในแอป

บอก่อนเลยว่านี่เป็นหนังทุนต่ำสุดๆ ของ Netflix ชัดเจน เพราะทั้งเรื่องดำเนินไปแบบแทบจะไม่มีอะไรนอกจากพระเอกเดินไปเดินมาพูดคุยผ่านมือถือ รวมทั้งโลเกชั่นก็ไม่ค่อยไปไหน มีแค่ในโรงแรมหรูที่พระเอกพักอยู่ โดยเรื่องราวโฟกัสไปที่พระเอกชายหนุ่มลูกเศรษฐี มีเพียบพร้อมทุกอย่าง แต่อยากค้นหาตัวเอง โดยได้มาเล่นหนังเรื่องแรกของเขาในบทพระเยซู ในระหว่างนั้นแฟนสาวก็ขอให้เล่นแอพหาคู่ที่ชื่อ YOU (เรา) ซึ่งเขาก็ตกลง โดยแรกๆ ก็ไม่ได้คิดจะจริงจัง ก่อนจะพบกับผู้หญิงปริศนาที่เหมือนรู้จักเขาทุกอย่าง ชอบทุกอย่างเหมือนกัน แต่ทั้งคู่ไม่เคยเปิดเผยหน้าตากันให้เห็น ซึ่งทำให้พระเอกสงสัยจนต้องออกค้นหาว่าคุณคือใคร ก่อนจะเปลี่ยนเป็นว่าการที่เขาหมกหมุ่นกับแอปนี้เพื่อให้หาคุณ ทำให้ชีวิตที่ดีๆ ทุกอย่างของเขากำลังตกต่ำลง

The app netflix
ทุนต่ำกันกระทั่งหน้าปกที่ไม่มีความน่าดึงดูดให้ดูเลย -The App รักเสมือน หนัง Original Netflix
หนังวางตัวเป็นแนวทริลเลอร์กึ่งๆ ระทึกขวัญ โดยมีตัวละครหญิงสาว 3 คนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระเอก คือ แฟนสาวของเขา พนักงานโรงแรมที่มีหน้าที่ดูแลเขาอย่างดี และหญิงสาวปริศนาในแอปที่คุณไม่ยอมปรากฎตัวให้เห็นจนจบเรื่อง ถึงหนังจะสั้นมากแค่ชั่วโมงนิดๆ แต่เรื่องราวในหนังกลับยืดเยื้อวนเวียนไปกับการที่พระเอก คุยๆ วางๆ มือถือกับสาวปริศนา ที่ดูยังไงก็ยังไม่ได้คิดว่าไปตกหลุมรักกันตอนไหนถึงทำให้พระเอกหลงขนาดนั้น ซึ่งตัวดาราเองก็ขาดเสน่ห์พอที่จะทำให้คิดตามบทว่าเขารูปหล่อขนาดเป็นดารานำของหนัง แถมยังมีสาวๆ มาตกหลุมรักกันง่ายๆ เต็มไปหมด ดูแล้วขาดอารมณ์ร่วมให้คิดตามความเป็นจริงมาก ซึ่งถ้าเคยดูแนวๆ นี้จะมีเรื่อง HER ของ Joaquin Phoenix ที่ทำให้เราเชื่อว่าเขาตกหลุมรักสาวดิจิตอลในมือถือได้จริงๆ หนังอาจจะไม่ขนาดดูแล้วป่วย แต่คือขาดการแสดงที่ดี ขาดบทที่น่าติดตามหรือมีความน่าเชื่อ และก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรเลยกับพล็อตแนวๆ นี้

นอกจากพระเอกที่เล่นเป็นตัวหลัก ก็มีตัวละครพนักงานโรงแรมที่หลงไหลพระเอกแบบสตอล์กเกอร์ คอยชวนให้คิดว่าใช่คนนี้ไหม พร้อมด้วยความประพฤติปฏิบัติทุกอย่างที่บ่งชี้ว่าถ้าไม่ใช่คุณก็ไม่น่าใช่ใครอื่น เพราะเรื่องราวดำเนินไปแบบไม่มีความเป็นไซไฟหรืออะไรเลยทั้งสิ้น แต่ผู้หญิงที่พระเอกคุยด้วยกลับล่วงรู้หลายอย่างที่ไม่น่าจะเป็นได้ แต่ก็ดูบทป่วยๆ โรคจิตแบบไม่มีเหตุผลที่มาที่ไปสักเท่าไหร่ ก่อนจะไปเฉลยตอนท้ายว่าจริงๆ แล้วคุณคนนั้นคือใคร

หนังใช้ภาพแบบแฮนด์เฮลแทนมุมมองตอนที่คุยกันหลายฉาก คือเหมือนกับเราเดินถือมือถือคุยผ่านกล้องหน้า ซึ่งนอกจากจะเก่าแล้ว ยังทำให้ดูโลวลงไปอีก นอกจากไม่ค่อยชัดแล้ว ยังมีการสั่นไหวไปมาตลอดแบบตั้งมั่นจะให้เหมือนจริง (ซึ่งบางทีไม่ต้องเหมือนขนาดนี้ก็ได้) 

แต่ไม่ใช่ว่าทั้งเรื่องจะไม่มีข้อดีเลย หนังยังมีฉากจบกับคำอธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่ถือว่า “ดี” แต่แค่ไม่ได้แปลกใหม่ แต่ก็น่าสนใจกับคำอธิบายตรงนี้ว่าคุณคนนี้คือใคร ซึ่งเอาจริงๆ ถ้าพัฒนาบทให้มีเรื่องราวดีมากกว่านี้ มีดาราผู้แสดงที่เหมาะสมกว่านี้ น่าจะเป็นหนังทุนต่ำอินดี้ที่ดูดีมากยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ได้ครับ

คลิกรับชมหนังได้ที่นี่
ถ้าใครไม่อยากดู แต่อยากอ่านสปอยล์ตอนจบ เลื่อนลงไปอ่านได้เลยครับ

หนังมาเฉลยว่าตัวตนของผู้หญิงในแอพที่คุยกับพระเอกทั้งเรื่อง และล่วงรู้หลายๆ นั่นคือ BOT ที่ถูกพัฒนามาใส่ไว้ในแอพ YOU และก็เป็นบอทที่มี AI. เรียนรู้พัฒนามาตลอดเวลานานแล้ว หน้าที่ของบอทตัวนี้คือ ทำให้ผู้ใช้แอพ “หลงรัก” โดยการดึงข้อมูลทุกอย่างในมือถือ รวมทั้งการดักฟังเสียงสนทนาต่างๆ ทำให้เหมือนคุณเป็นผู้หญิงจริงๆ ที่คอยตามความคิดพระเอกทันไปหมด แต่จุดประสงค์ของคุณก็ไม่ได้หวังดีหรือร้าย มีหน้าที่แค่ทำให้คนหลงรักเท่านั้นก็ถือว่าทำภารกิจเสร็จ และในกรณีของพระเอกคือเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ด้วยความที่พระเอกเจอปัญหาต่อมา คุณจึงยอมเปิดเผยตัวและเล่าให้ฟังถึงความลับนี้ทั้งหมด

Feel Good

แม้คุณจะชื่นชอบเพศเดียวกันแต่คุณก็ไม่ได้ระบุตัวเองว่าเป็นเกย์หรือเลสเบี้ยน เม ชาวแคนาดาที่อาศัยอยู่ในอังกฤษ ในวัย 25 ปี ที่มีอดีตเป็นทั้งคนขายและเสพโคเคนจนโดนพ่อแม่ไล่ออกจากบ้านตั้งแต่วัยเด็ก ปัจจุบันเป็นนักเดี่ยวไมโครโฟนอยู่ที่บาร์แห่งหนึ่ง ซึ่งการขึ้นโชว์ของคุณก็ทำให้คุณได้พบกับจอร์จหญิงสาวที่ดูจะเป็นคนเดียวที่ขำกับมุกของคุณ ทั้งสองได้ได้ทำความรู้จักกันและพัฒนาความข้องเกี่ยวจากคนรู้จักเป็นคนรู้ใจในคืนนั้น

หลักจากที่ทั้งคู่ลงเอยเป็นคู่ควงกันเมก็ได้ย้ายเผ่านาอยู่ที่อะพาร์ตเมนต์ของจอร์จและมีโอกาสได้สานสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่แม้ทั้งสองจะได้รู้จักกันและกันมากขึ้นก็ยังมีบางสิ่งที่ยังไม่อยากให้อีกข้างได้รับรู้เท่าไร อย่างอดีตของเมที่เคยเป็นคนขายและเสพยาจนขนาดพ่อและแม่ของคุณต้องขอให้คุณย้ายออกจากบ้านไป หรือจอร์จที่คุณยังไม่สบายใจที่จะบอกคนรอบตัวของคุณได้ว่าคุณมีแฟนเป็นผู้หญิงด้วยกัน และเมที่ต้องคอยปรับตัวเองให้กับภาพแฟนในจินตนาการของจอร์จจนบางทีก็ทำให้คุณความคิดว่ามีคุณกำลังฝืนตัวเองอยู่ ซึ่งสิ่งกลุ่มนี้ได้ค่อย ๆ เริ่มก่อตัวขึ้นมาเป็นความอึดอัดในใจของพวกคุณอย่างช้า ๆ

รีวิวซีรีส์ Feel Good (Netflix) เมื่อความรักไม่ต้องการคำนิยามเรื่องเพศ 1
(ซ้าย)เมและ(ขวา)จอร์จ
ความเกี่ยวพันระหว่างเมกับจอร์จได้สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องเพศและของหน้าที่ของคู่แต่งงานที่หนีกรอบความคิดแบบความเชื่อมโยงแบบชายหญิงไม่ได้ แม้เมและจอร์จจะเป็นผู้หญิงทั้งคู่ แต่เมก็ยังมีความคิดว่าตัวเองต้องสวมหน้าที่ของความเป็นชายเสมอ ไม่ว่าจะทั้งตอนมีเซ็กส์ที่ชอบเห็นคุณเป็นข้างทำให้เสมอโดยใช้จู๋ปลอม หรือแม้ในชีวิตประจำวันที่คุณต้องเปลี่ยนการแต่งตัวหรือต้องหมั่นออกกำลังเพื่อให้ให้ดูแมนในสายตาของจอร์จ แต่ลึก ๆ แล้วคุณเองก็ยังมีความเป็นผู้หญิงอยู่บ้าง คุณจึงสะสมความอึดอัดที่ต้องสวมหน้าที่ของเพศชายในขณะที่แม้ตัวคุณเองยังไม่สามารถระบุเพศจริง ๆ ของคุณได้เลย คุณเพียงแค่ใช้ชีวิตไปตามความรู้สึกโดยไม่ได้กำหนดว่าตัวเองจะเป็นเพศอะไร และในตอนที่ตัวละครกล่าวถึงเรื่องการมีลูกก็ยังบอกได้อีกว่าสุดท้ายแล้วถ้าทั้งคู่ต้องการจะสร้างครอบครัวกันจริง ๆ ก็ยังต้องใช้สเปิร์มจากผู้ชายอยู่ดี

แม้อาจมีคำพูดที่บอกประมาณว่าความเชื่อมโยงเป็นเรื่องของคนสองคน แต่ในความเป็นจริงแล้วอาจไม่เป็นอย่างนั้นเสียทีเดียว เพราะจอร์จที่แม้จะอยู่ในวัยผู้ใหญ่ที่สามารถตัดสินใจจะเลือกไหมเลือกอะไรให้กับชีวิต แต่พอเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างความรัก คุณกลับไม่สบายใจที่จะบอกใครต่อใครว่าคุณมีแฟนเป็นผู้หญิงเพราะกลุ้มใจกับสายตาจากคนรอบข้าง คุณรู้สึกอึดอัดใจจนต้องโกหกเพื่อให้น ๆ ของคุณว่าคุณมีแฟนเป็นผู้ชาย และความอึดอัดใจนี้ก็ไม่ได้ตกอยู่แค่ในใจของจอร์จเท่านั้นแต่มันยังทำให้เมรู้สึกอึดอัดใจไปด้วยจนทำให้ทั้งคู่เริ่มมีปัญหากันทั้งด้านความเกี่ยวเนื่องและเรื่องบนเตียง ซึ่งก็น่าคิดเหมือนกันว่าทำไมความเกี่ยวข้องที่มีจุดเริ่มมาจากคนสองคนถึงได้มีปัญหากับเรื่องสายตาของคนรอบข้างที่คอยมองมา

การเสพติดเป็นสิ่งหนึ่งที่มักถูกเอ่ยถึงในเรื่อง ซึ่งการเสพติดมีให้เห็นหลาย ๆ แบบ ทั้งการติดยาเสพติดจริง ๆ หรือการเสพติดในความเกี่ยวข้อง ทั้งสองอย่างงี้มีจุดที่เหมือนกันอยู่ คือ อาการลงแดง ซึ่งคงไม่ต้องเอ่ยถึงอาการลงแดงแบบยาเสพติดเพราะอาจเคยเห็นหรือนึกภาพออกกัน แต่อาการลงแดงในความเกี่ยวข้องนั้นตัวซีรีส์ก็เปรียบเทียบได้ค่อนข้างน่าสนใจ โดยมันเหมือนกับอาการติดคนรัก รู้สึกนึกถึงตอนไม่ได้อยู่ด้วยกัน จนบางทีอาจทำให้เกิดความพยายามครอบครองหรือคาดหวังอะไรจากอีกข้างที่มากจนเกินไปจนลืมไปว่าอีกข้างเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ได้บริบูรณ์แบบไปในทุกเรื่อง อย่างในความข้องเกี่ยวของเมกับจอร์จที่เมต้องการให้จอร์จพาคุณไปเปิดตัวกับเพื่อให้นและคนใกล้ตัวของจอร์จเสียที แต่บางทีมันอาจมากเกินไปจนมันทำให้จอร์จรู้สึกกดดันกับความปรารถนาของเม เราอาจเข้าใจความอึดอัดของเมได้แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจอร์จก็มีชีวิตเป็นของตนเองและมีสิทธิตัดสินใจเช่นกัน ซึ่งก็บอกไม่ได้เหมือนกันอีกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นของทั้งสองนั้นเกิดจากการเป็นห่วงสายตาคนรอบข้างของจอร์จจนลืมความรู้สึกของคนใกล้ตัวอย่างเม หรือการเสพติดความรักที่มากเกินไปของเมจนทำให้จอร์จรู้สึกกดดันกันแน่

รีวิวซีรีส์ Feel Good (Netflix) เมื่อความรักไม่ต้องการคำนิยามเรื่องเพศ 2

ในด้านการสร้างตัวละครบางตัวยังคิดว่าไม่มีค่อยมีเสน่ห์ เช่น ฟิล รูมเมทของจอร์จ แม้เขาจะมีบทในทุก ๆ ตอน แต่สิ่งที่เรารู้มีเพียงแค่เขาเป็นโรคซึมเศร้าที่เจอกับจอร์จบนอินเทอร์เน็ตเท่านั้นและไม่ค่อยมีมิติ เหมือนมีหน้าที่แค่คอยบอกข้อมูลเฉย ๆ หรือแม็กกี้หญิงสาวที่เมได้รู้จักจากกลุ่มบำบัดคนติดยากับลาวาลูกของคุณที่ปูเรื่องมาให้ดูจะมีอะไรสำคัญ ๆ แต่เราก็แทบไม่ได้รู้จักทั้งคู่สักเท่าไรและชอบโผล่มาในเฉพาะตอนที่มีเวลาเกี่ยวข้องกับเมเพียงแค่นั้นแต่ก็ไม่แน่ว่าอาจเป็นข้อจำกัดด้านเวลาที่มีแค่ 6 ตอน ตอนละ 25 นาทีแค่นั้นหรือตัวละครอาจจะมามีหน้าที่มากขึ้นในซีซั่นถัด ๆ ไปซึ่งยังไม่มีการการันตีว่าจะมีการถ่ายทำต่อหรือเปล่า

จากที่กล่าวมา ซีรีส์อาจกำลังทำให้เห็นทัศนคติถึงเรื่องเพศทางเลือกของคนหมู่มากที่มองการรักร่วมเพศเป็นเรื่องตลกหรือเปล่ามองว่ามันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ประณีตบรรจงและละเอียดลอ ความชอบของแต่ละคนมีแตกต่าง ซึ่งมนุษย์มีความซับซ้อนเกินกว่าจะนิยามความเป็นตัวตนให้เป็นคำ ๆ เดียวได้อย่าง ผู้ชาย ผู้หญิง เกย์ เลสเบี้ยน หรือไบเซกชวล ฯลฯ แค่นั้นและการรักร่วมเพศก็ไม่ใช่อะไรที่ชวนตลกหรือเป็นอะไรที่ผิดปกติเลย

Ghost in the Shell – “โกสต์ อิน เดอะ เชลล์” (2017)

จิตอยู่ภายใน หัวใจอยู่ที่ความประพฤติ

เดินทางกันมานานกว่า 8 ปีกว่าโปรเจค “Ghost in the Shell” ฉบับฮอลลีวูดจะได้ขึ้นจอใหญ่ พร้อมทุนสร้างระดับ $100 ล้าน ซึ่งการดัดแปลงเอามังงะระดับตำนานของ ชิโร่ มาซามูเนะ ที่ออกจำหน่ายในปี 1989 มาเป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์คราวนี้ได้ตัว Rupert Sanders (แห่ง Snow White and the Huntsman) มารับหน้าที่กำกับ โดยส่วนตัวเป็นคนที่ไม่เคยอ่านมังงะและไม่เคยชมเวอร์ชั่นแอนิเมชั่นต้นฉบับมาก่อน แต่สำหรับเวอร์ชั่นปี 2017 นี้ในแง่ของหนังไซไฟ-แอคชั่นถือว่าเป็นงานที่ไม่น่าผิดหวังและเป็นความสำราญใจที่น่าตื่นตาเรื่องหนึ่ง

หนังมีงานด้านวิชวลกับการสร้างสรรค์ภาพโลกอนาคตไซเบอร์พังก์ได้น่าทึ่งกับเอกลักษณ์ที่น่าจดจำกับการผสานศิลปะสไตล์เอเชียกับโลกอนาคต นับตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องก็ถือว่าเลือกวิธีนำเสนอได้น่าสนใจแล้ว ผู้กำกับ Sanders ดูมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในแง่ของการเล่าเรื่องที่รวดเร็ว กระชับและถ่ายทอดฉากแอคชั่นต่างๆได้ออกมาดูเท่และน่าตื่นตา ยิ่งการที่หนังถ่ายทำด้วยSystem 3D และทำออมาให้ดีก็มีส่วนในการช่วยให้ภาพตรงหน้ามีความน่าตื่นตาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฉากเมือง ฉากการดำดิ่งสู่หุ่นเกอิชา ฉากพุ่งทะลุกระจกของ Major หรือแม้กระทั่งฉากตัวละครตกลงไปในสระน้ำช่วงท้ายที่ภาพเล่นกับความตื่นลึกกับคนดูได้ดี

“Ghost in the Shell” เวอร์ชั่น 2017 แทรกข้อความสำคัญเชิงคำถามปรัชญาชีวิตมนุษย์ จิตวิญญาณและเทคโนโลยีเข้าไปด้วยกัน แม้จะฟังดูซับซ้อน แต่หนังก็ไม่ได้เน้นเล่าเรื่องด้วยท่าทางซับซ้อนหรือเล่นท่ายากจนคนดูงงกับมันแต่อย่างไร ชนิดที่ว่าเราสามารถเข้าใจได้ง่ายด้วยซ้ำ ซึ่งเท่าที่ถามไถ่คนที่เคยชมเวอร์ชั่นแอนิเมชั่นต้นฉบับมาก่อน หลายเสียงล้วนเป็นไปทิศทางเดียวกันว่าเวอร์ชั่นแอนิเมชั่นนั้นมีความลึกซึ้งในหัวข้อพวกนี้มากกว่า นั่นจึงอาจทำให้เวอร์ชั่นหนังปี 2017 นี้อาจไม่เป็นที่ถูกใจแฟนคลับฉบับแอนิเมชั่นก็ได้

ส่วนของผู้แสดง Scarlett Johansson รับบทเป็น Major ลูกครึ่งมนุษย์ครึ่งหุ่นยนต์ผู้เก่งกาจได้ดี ทั้งภาพลักษณ์ที่บางครั้งก็ดูใสซื่อ อ่อนต่อโลก ทั้งดุดันและจริงจังยามที่ต้องทำภารกิจ โดยเฉพาะท่าทางการเดินของคุณที่ไม่ค่อยจะปกติเท่าไหร่ ส่วน Pilou Asbæk ก็มีมาดที่ดูเหี้ยมสมกับบท Batou (ต้องชมทีมงานเมกอัพด้วยที่ช่วยให้พี่แกดูเหี้ยมได้อย่างงี้) ฝั่งรุ่นใหญ่ Takeshi Kitano แม้บทจะไม่เยอะ แต่มาดนิ่งๆของพี่แกเวลาคุยกับตัวละครต่างๆนี่รัศมีความเป็นนายใหญ่แพร่ออกมาเลย

โดยสรุป “Ghost in the Shell” มีความโดดเด่นอย่างมากในแง่ของงานโปรดักชั่นและภาพวิชวลที่น่าตื่นตากับโลกอนาคตที่มีเอกลักษณ์ หนังพาเราไปสำรวจการเดินทางเพื่อให้ค้นหาตัวเอง การคงอยู่ของจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ในระดับที่เข้าถึงได้ไม่ยาก อาจเพราะส่วนหนึ่งคือการที่ผู้กำกับต้องการให้มันเข้าถึงคนดูได้กว้างที่สุดนั่นเอง

Justice League: หลีกหน่อยพระเอกมา

รีวิวนี้อาจยาวนิดเพราะอยากให้เห็นภาพรวมจุดอ่อนจุดแข็ง กับหนังเรื่องยิ่งใหญ่ความหวังใหม่แห่งพลพรรค DC ที่รวมเหล่าตัวเอกมาคับคั่ง ประหนึ่งอเวนเจอร์สของฝั่ง Marvel นั่นเลยครับ (ถ้ามีสปอยล์จะซ่อนในกล่องข้อความครับ)
เขาว่ายอดวีรบุรุษ/วีรสตรี ต้องมีอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่เสมอกันให้สร้างตำนานเล่าขาน เรื่องนี้ก็มีก้าวยากลำบากนามว่า ดราม่าในงานสร้าง มาให้ได้เป็นระยะ ๆ จนน่าเป็นห่วงคุณภาพหนังเลยทีเดียว แม้ว่าหนังจากวิสัยทัศน์ของ แซก ชไนเดอร์ ที่คุมทิศทางของเหล่าฮีโร่ให้ค่ายดีซี และวอร์เนอร์ มาถึงปัจจุบันจะสร้างเสียงทั้งชื่นชมและก่นด่าออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ก็ต้องยอมรับว่างานด้านภาพของชไนเดอร์นั้นโดดเด่นกว่าหนังฮีโร่จากอีกค่ายอยู่หลายช่วงตัว
รวมทั้งแนวทางที่จะรักษาโทนมืดมนให้จักรวาลหนังก็เป็นอะไรที่ทำให้มันมีที่ยืนแตกต่างจากแนวการ์ตูนจ๋าวาไรตี้แบบอีกค่ายหนึ่งชัดเจนเช่นกัน แต่ในอีกทางหนึ่งนั้นการเล่าเรื่องที่กระท่อนกระแท่น รวมทั้งบทที่มีวัตถุดิบปริมาณมากที่อยากให้นำมาใส่จนล้นเวลของหนังก็แปลงเป็นตัวขัดขวางการเล่าเรื่องไปในตัวอีกด้วย แน่ๆว่าเหมือน เด็กเนิร์ดที่อยากเล่าเรื่องคอมมิคที่ชอบโดยไม่สนใจคนทั่วไปจะรู้เรื่องด้วยมั้ย
และอุปสรรคแรกของรวมทีมฮีโร่ดีซี ก็เกิดเมื่อชไนเดอร์มีปัญหาส่วนตัวจนประกาศถอนตัวจากหนังที่จะเรียกว่าเสร็จและก็ว่าได้เหมือนกัน เปิดทางให้ จอส วีดอน ผู้เคยทำให้อเวนเจอร์สเป็นการรวมทีมฮีโร่ที่โคตรเจ๋งที่สุดของโลกภาพยนตร์มารับหน้าที่ต่อ แม้ทางค่ายจะพยายามพูดว่าไม่ได้มาจากใจความสำคัญตัวหนังมีปัญหาและวีดอนจะมาสานต่อในแนวทางที่ชไนเดอร์สร้างไว้แน่ๆ แต่ก็เลี่ยงยากเพราะคนต่างจับจ้องนินทาอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อหนังต้องทำการถ่ายเพิ่ม-ถ่ายซ่อมในหลายฉาก และที่สำคัญการปลด จังกี้ เอ็กแอล คนทำดนตรีคู่บุญของชไนเดอร์ออกแล้วนำ แดนนี่ เอลฟ์แมน คนทำดนตรีมือทองที่เคยร่วมงานกับวีดอนใน Avengers: Age of Ultron (2015) เผ่านาแทน ก็ยิ่งทำให้คิดว่าค่ายหนังพยายามรื้อหนังเดิมใหม่แบบเนียน ๆ หรือเปล่า
จากนั้นหนังยังมีดราม่าออกมาเรื่อย ๆ ทั้งหลักสำคัญ เบน แอฟเฟล็ก ที่น่าจะไปได้ไม่ค่อยดีกับค่ายวอร์เนอร์ รวมทั้งก่อนหนังจะเข้าโรงก็มีข่าวลือถึงคะแนนรอบวิจารณ์ที่ไม่สู้ดีนัก และเมื่อคำวิจารณ์ชุดแรกออกมาก็เรียกว่าค่อนข้างก้ำกึ่งและค่อนเอียงไปทางไม่ชอบอยู่เยอะเหมือนกัน
แต่กับความเห็นส่วนตัวที่ไม่เคยชอบหนังค่ายดีซียุคหลังโนแลนเลยสักเรื่อง พอใช้ดูเองก็คิดว่ากับคำถามอย่าง กลุ่มยอดฮีโร่กลุ่มนี้สามารถผ่านกำแพงหินที่ว่าหนังดีซีมักไม่สนุกได้มั้ย? คำตอบคิดว่านักวิจารณ์หลายสำนักใจร้ายกับตัวหนังมากไป และแม้จะไม่ได้สง่างาม แต่หนังก็ผ่านกำแพงนี้ได้สบาย ๆ ครับ
หนังมีจุดแข็งที่งานภาพที่ต้องยอมรับว่ามีความเป็นภาพยนตร์สูงมาก ทั้งมุมกล้อง การวางองค์ประกอบศิลป์ การจัดแสง นี่ยังรวมทั้งการออกแบบการต่อสู้ที่ส่วนตัวให้ชนะฝั่งมาร์เวลนะ เพราะดูร้ายแรงและเอาจริงเอาจังดูจะเจนในแนวแอคชั่นมากกว่า ซึ่งพัฒนาขึ้นจากหนังเรื่องเก่า ๆ อย่าง Man of Steel (2013) และ Batman v Superman: Dawn of Justice (2016) ที่แม้จะสวยจริงแต่ก็ยืดย้วยน่าเบื่อไปนิด มาในเรื่องนี้คิดว่ากำลังพอดี ๆ เลย พอฉากไม่ย้วยหนังเลยมีความยาวแค่ 2 ชั่วโมงได้ จากปกติหนังที่ผ่านมาจะอยู่ที่ราว 2 ชั่วโมงครึ่ง ที่อาจนานเกินไปถ้าจะอัดความน่าเบื่อแบบ BVS มาอีก ถือว่าดีที่รู้สึกตัวว่าเล่าเรื่องไม่สนุกได้แบบมาร์เวลก็อย่าไปฝืนเล่าให้เท่ากัน เน้นจุดที่ตัวเองเก่งพอ
ตัวเนื้อเรื่อง หลายๆคนบอกว่าเล่ากระชับเร็วไปมาก แต่หากมองในตัวเนื้อของมันจริง ๆ มันก็ไม่มีอะไรให้เล่าเยอะแยะอยู่แล้ว นี่ขนาดตัดแล้วตัดอีกจากตัวละครจำนวนมากและโลเกชั่นที่ต่างกันหลายเมืองแล้ว ก็ยังไม่พ้นมีฉากที่มันย้วยให้หาวอยู่เหมือนกันแต่น้อยลงกว่า BVS มากแล้วด้วย
หนังเล่าถึงการกลับมาของ สเตพเพนวูลฟ์  สิ่งมีชีวิตต่างดาวตัวร้ายที่หลายเผ่าพันธุ์บนโลกทั้ง อเมซอน แอตแลนติส และมนุษย์เคยร่วมมือกันไล่ส่งไปเมื่อ 5,000 ปีก่อน โดยการทำลายกล่องพลังงานของสเตพเพรวูลฟ์จนแตกออกเป็น 3 ส่วน แล้วแบ่งกันเก็บรักษาไว้ใน 3 เผ่า (ฉากนี้นึกว่าดู The Lord of the Rings เลย 555) เพราะโลกได้ขาดเทพปกป้องอย่าง ซูเปอร์แมน ไปแล้วใน BVS ซึ่งการที่ แบทแมน กับ วันเดอร์วูแมน ล่วงรู้ถึงภัยร้ายใหม่นี้จึงได้ออกตามหาเหล่ายอดมนุษย์ในยุคปัจจุบันมาร่วมทีมกันต่อต้าน และทำให้ได้พบกับ เดอะแฟลช ที่เหมือนเด็กเกรียน อควาแมน ที่พยายามหลบสังคม และ ไซบอร์ก ที่เก็บตัวจิตตกกับร่างกายที่เขาเป็น
ส่วนที่น่าสนใจคือการสร้างตัวละครได้น่าสนใจดี แม้จะทำให้นึกถึงทีมอย่างอเวนเจอร์สอยู่บ้างแต่ก็ถือเป็นการหยิบยืมในทางที่ดี (ฉากที่เหล่าฮีโร่เถียงกันเองนี่มันอเวนเจอร์สแบบชัด ๆ เลย) แบทแมน มีปมในการเป็นหัวหน้าทีมที่ยังไม่ดีพอ และลึก ๆ เขารู้สึกผิดที่ทำให้โลกนี้ขาดซูเปอร์แมนไป (มีส่วนผสมของไอออนแมนกับกัปตันอเมริกา)
วันเดอร์วูแมน มีปมในเรื่องส่วนตัวกับการสูญเสียคนรักไปในอดีต (เทพก็ประมาณ ธอร์)
เดอะแฟลช มีปมเรื่องครอบครัวเมื่อพ่อของเขาถูกกล่าวหาว่าฆ่าแม่เขาเองและเขายังยึดติดกับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพ่อเขา (ความเกรียนความไม่มั่นใจในตัวเองประมาณ สไปเดอร์แมน ไม่แปลกเลยที่คนดูจะรักเขาสุด)
อควาแมน มีปมที่ถูกเผ่าแอตแลนติสทอดทิ้งให้เติบโตในครอบครัวมนุษย์จนเขาไม่อยากยุ่งกับสังคมโลกภายนอกหมู่บ้านที่เขาเกิด (มีความเป็นธอร์ที่ถูกขับจากแอสการ์ด)
และไซบอร์ก มีปมเรื่องร่างกายตัวเองที่ถูกดัดแปลงจากเทคโนโลยีต่างดาวเพื่อให้กู้ชีวิตจากอุบัติเหตุจนเขาคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนอีกแล้วและอาจเป็นอันตรายต่อโลกนี้ (มีทักษะแบบ วิชั่น ที่มีปมแบบฮัลค์)

สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ (Fantastic Beasts and Where to Find Them)

สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ (อังกฤษ: Fantastic Beasts and Where to Find Them) เป็นภาพยนตร์จินตนิมิต กำกับโดยเดวิด เยตส์ ร่วมให้การสร้างและเขียนบทโดยเจ. เค. โรว์ลิง โดยอิงจากหนังสือที่มีชื่อเดียวกันที่คุณเป็นผู้เขียนเอง ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อเรื่องที่แยกออกมาจากภาพยนตร์ชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ นำแสดงโดยเอดดี เรดเมย์น, แคทคุณริน วอเตอร์สตัน, อลิสัน ซูดอล, แดน ฟ็อกเลอร์, ซามันทา มอร์ตัน, เอซรา มิลเลอร์, เฟธ วูด-แบลกโรฟ, เจนน์ เมอร์เรย์, โคลิน ฟาร์เรล, จอน วอยต์และรอน เพิร์ลแมน

สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ เข้าฉายที่สหรัฐฯช่วงวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ด้วยSystem 3D และ ไอแมกซ์ 3D

 

ที่ยุโรป เกิดเหตุฆ่ามือปราบมารจำนวนมาก สื่อของชุมชนผู้วิเศษได้รายงานถึงเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นและเหตุโจมตีอื่น ๆ โดยเป็นความสามารถของเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ พ่อมดข้างมืด

ในปี ค.ศ. 1926 นิวท์ สคามันเดอร์ นักสัตว์วิเศษวิทยาชาวอังกฤษเดินทางมาที่สหรัฐอเมริกา เพื่อให้ไปยังรัฐแอริโซนา เขาพบกับแมรี ลู แบร์โบน มักเกิ้ลผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มการกุศลเซเลมที่สองที่เชื่อว่าผู้วิเศษมีอยู่จริงและเป็นอันตราย ระหว่างนั้น นิฟเฟลอร์ สัตว์วิเศษในกระเป๋าของนิวท์ได้หลุดออกมา ทำให้เขาต้องตามจับแต่พลาดสลับกระเป๋ากับเจคอบ โควัลสกี มักเกิ้ลผู้มีความใฝ่ฝันอยากเปิดร้านขายขนมปัง นิวท์ถูกทินา โกลด์สตีน อดีตมือปราบมารที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจับตัวและพาไปยังสภาเวทมนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (MACUSA) ขณะเดียวกัน เจคอบที่ถือกระเป๋าของนิวท์ไปถูกเมิร์ตแลป สัตว์วิเศษชนิดหนึ่งในกระเป๋ารังแกและทำให้สัตว์วิเศษตัวอื่น ๆ หลุดออกมา

นิวท์และทินาตามมาพบเจคอบและพาไปที่อะพาร์ตเมนต์ของทินาที่อาศัยอยู่กับควีนนี โกลด์สตีน น้องสาว นิวท์พาเจคอบเข้าไปในกระเป๋าซึ่งภายในมีสัตว์วิเศษจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือออบสคูรัส พลังด้านมืดซึ่งสถิตอยู่ในตัวผู้วิเศษที่เป็นเด็กที่พยายามปิดกั้นพลังของตนเอง นิวท์และเจคอบช่วยกันจับสัตว์วิเศษที่หนีออกจากกระเป๋าได้หลายตัวก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ของ MACUSA จับตัวได้เพราะเชื่อว่ามีสัตว์วิเศษตัวหนึ่งฆ่าวุฒิสมาชิกเฮนรี ชอว์ จูเนียร์ MACUSA มีความเห็นให้ทำลายกระเป๋าของนิวท์และลบความจำของเจคอบ หลังถูกเพอร์ซิวัล เกรฟส์ ผู้ให้การความปลอดภัยด้านเวทมนตร์ไต่สวน นิวท์และทินาถูกตัดสินประหารชีวิตเนื่องด้วยเชื่อว่าเกื้อหนุนกรินเดลวัลด์ แต่นิวท์สะเดาะห์กุญแจมือได้และพาทินาหลบหนี ทั้งสองพบกับควีนนีและเจคอบที่ตามมาช่วย ทั้งสี่คนไปที่บาร์เพื่อให้พบนาร์แล็กเพื่อให้หาที่อยู่ของสัตว์วิเศษตัวสุดท้ายที่ยังไม่ถูกจับ ก่อนที่ทั้งสี่คนจะจับสัตว์วิเศษตัวนั้นได้สำเร็จ

ในขณะเดียวกัน เกรฟส์ไปพบครีเดนซ์ แบร์โบน เพื่อให้เสนอว่าจะช่วยเขาจากแมรี ลู แม่เลี้ยงที่ชอบรังควานเขาและจะสอนเวทมนตร์ให้ โดยแลกกับการให้ครีเดนซ์ตามหาออบสคูรัส เมื่อแมรี ลูพบว่าครีเดนซ์มีไม้กายสิทธิ์ซึ่งที่จริงเป็นของโมเดสตี น้องสาว คุณพยายามจะลงโทษโมเดสตี แต่ถูกออบสคูรัสฆ่าตาย เกรฟส์มาที่บ้านแบร์โบนและบอกครีเดนซ์ว่าเขาเป็นสควิบ (ผู้สืบเชื้อสายจากผู้วิเศษแต่ไม่มีพลังเวทมนตร์) และปฏิเสธจะสอนเวทมนตร์ให้ ทำให้ครีเดนซ์โกรธมากที่เกรฟส์ผิดสัญญา เขาเปิดเผยว่าที่จริงแล้วตนมีพลังออบสคูรัสและปลดปล่อยพลังออกไปทั่วเมือง

นิวท์ตามไปพบครีเดนซ์ที่หลบอยู่ใต้สถานีรถไฟใต้ดินแต่ถูกเกรฟส์รังแก ทินาตามมาช่วยนิวท์และเกลี้ยกล่อมให้ครีเดนซ์สงบสติอารมณ์ มือปราบมารของ MACUSA ตามมาถึงและทำลายออบสคูรัส แต่มีชิ้นส่วนหนึ่งหลุดรอดไปได้ เกรฟส์เปิดเผยว่าตนต้องการใช้ออบสคูรัสเพื่อให้เปิดโปงชุมชนผู้วิเศษ เขาโจมตีมือปราบมารหลายๆคนก่อนจะถูกจับโดยสัตว์วิเศษของนิวท์ เกรฟส์ถูกเปิดโปงว่าเป็นกรินเดลวัลด์ปลอมตัวมาและถูกคุมตัวออกไป

เซราฟินา พิกเควอรี ประธาน MACUSA กล่าวว่ามักเกิ้ลรู้ถึงชุมชนผู้วิเศษแล้ว แต่นิวท์เสนอให้ใช้ธันเดอร์เบิร์ด สัตว์วิเศษของเขาสร้างฝนเพื่อให้ลบความจำมักเกิ้ลทุกคนในเมือง พร้อม ๆ กับที่ MACUSA ใช้คาถาฟื้นฟูเมืองที่เสียหาย ควีนนีจูบลาเจคอบที่ออกไปยืนตากฝนเพื่อให้ให้ตัวเองถูกลบความจำ ด้านนิวท์กลับไปอังกฤษเพื่อให้เขียนหนังสือสัตว์วิเศษให้เสร็จ แต่สัญญากับทินาว่าจะกลับมาหา โดยก่อนจะกลับอังกฤษ นิวท์สลับกระเป๋ากับเจคอบเพื่อให้ให้เขามีทุนไปเปิดร้านขายขนมปัง ภาพยนตร์จบลงเมื่อควีนนีมาหาเจคอบที่ร้าน

เรื่องDouble World (2019)

กำกับ : เท็ดดี้ เฉิน / ดาราหนัง : เฮนรี เลา,ปีเตอร์ โฮ,หลินเฉินฮั่น
“Double World พิภพสองหล้า” หนังแฟนตาซีฟอร์มยักษ์จาก “เกาะฮ่องกง” ที่ดัดแปลงมาจากเกมส์ออนไลน์ชื่อดังของจีน Zhengtu โดยทีมสร้างไซอิ๋ว 3D ทั้ง 3 ภาค กำกับโดย “เท็ดดี้ เฉิน” หรือ “เฉินเต๋อเซิน” ที่เคยผ่านงานกำกับดาราหนังเบอร์ใหญ่คับเอเชียมาแล้วอย่าง “เฉินหลง” จากเรื่อง “วิ่งระเบิดฟัด” หรือ “The Accidental Spy (2001)”
สำหรับเรื่องราว เป็นแนวครบเครื่องเรื่องแอคชั่นแฟนตาซีแบบจีน ๆ ผจญภัย ต่อสู้ แก้แค้น ชิงบัลลังก์ ตัวหนังมีกลิ่นอายความเป็นเกมออนไลน์ให้เห็น สังเกตุได้จากการที่ตัวละครต้องออกไปทำ “เควส” พิชิต “ภาระกิจ” ต่าง ๆ เพื่อให้ผ่านประตูไปสู่ “มิชชั่น” ต่อไป ซึ่งโปรดักส์ชั่นที่เรียกว่าระดับ “อภิมหาอลังการ” งานสร้าง “ซีจี” ที่ดูเนียน ไม่ขัดตา ฉากแอคชั่นที่ดูได้เพลิน ๆ ไม่ถึงกับว้าว แต่ก็ไม่แย่อะไร แต่ละฉากส่วนใหญ่ขายความ “โฉ่งฉ่าง” ไม่กั๊กไม่กระมิดกระเมี้ยน มีอะไรก็ใส่หมด ฉากยิ่งใหญ่ บ้านเมืองสิ่งปลูกสร้าง “มโหฬาร” โลเคชั่นตระการตา คือถ้าจะเสพงานสร้างระดับสเกลใหญ่โตหล่ะก็ไม่ผิดหวัง แต่ถ้าจะหวังเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ชวนติดตาม เห็นควรต้องทำใจ
รื่องโดยย่อ สงครามจบลงระหว่างแคว้นจ้าวและแคว้นเหยียน ความสงบของแคว้นมีมาหลายปีก็จบลง เพราะเกิดความโกลาหลเหตุการณ์นักฆ่าเผ่านาลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ ท่านราชครูกวนจึงส่งสารออกไปยังพรรคต่างๆทั่วแคว้นเพื่อให้ให้ส่งนักรบที่มีความสามารถร่วมประลองแย่งชิงความเป็นหนึ่งตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น ในตอนนั้นตงอี้หลงและฉู่หวนออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองเฟิ่งหวงเพื่อให้ร่วมประลองในฐานะตัวแทนของพรรคชิงหยวนด้วย แต่ก็มีจุดประสงค์แอบแฝงของทั้งคู่ ทำให้ระหว่างทางพวกเขาเจอเสี่ยวเหม่ย ทำให้เกิดมิตรภาพที่ลึกซึ้ง พวกเขาทั้ง 3 จะก้าวผ่านไปจนถึงจุดสูงสุดของการประลองยุทธ์นี้ได้หรือเปล่าก็ต้องมาลุ้นกัน
แต่อย่างที่บอก ถ้าใครอยากดูหนังที่เปิดดูได้แบบเพลิน ๆ ดูไปกินหนมไปไม่ซีเรียส เพราะการเดินเรื่องของตัวละคร เงิบไปนิดนึง ถึงแม้ “ซีจี” จะแน่น ฉากต่อสู่จะดูสวยงามแต่เนื่้อเรื่องโดยรวมดูเบาหวิว มิติตัวละครที่แบนราบเรียบ เหมือนนั่งดูละครหลังข่าวที่แต่ละฉากจะเป็นแบบไหนไม่ต้องเดาให้เสียเวลา แต่ตัวหนังก็ยังทำหน้าที่ส่วนนี้ได้ดีอยู่ มีฉากแฟนตาซีสนุกๆ รอเสริฟอยู่พอสมควร และยังได้ชื่อว่าเป็นหนังที่ติด ท็อปเทนในช่องสุดฮิต “Netflix” บ้านเราอยู่ ดูได้ไม่ถึงกับแย่ จัดได้เลย พ่อ แม่ พี่ น้อง

เรื่องPsychokinesis ยอดป๊ะป๋าจิตสะท้าน

(เรื่องย่อ)
Psychokinesis เป็นเรื่องราวของ”ชินซอกฮอน” ชายที่ทิ้งลูกเมียไปด้วยปัญหาของหนี้สิน ใช้ชีวิตไปวันๆ ในขณะที่อีกด้านบุตรสาว ชินรูมี เปิดร้านขายไก่ทอดเล็กๆอยู่กับแม่ ซึ่งกำลังจะถูกกลุ่มทุนขนาดใหญ่ปฏิบัติทุกวีถีทางเพื่อให้ไล่ที่…
.ต่อมาชินซอกฮอน ได้พลังพิเศษ”ไซโคคิเนซิส”(พลังจิตเคลื่อนย้ายวัตถุ)จากต่างดาวมาโดยบังเอิญ(อารมณ์เหมือนๆหนังเรื่องChronicle ผสม Inuyashiki) ตอนนี้ได้เวลาที่ยอดป๊ะป๋าที่ไม่เอาไหนคนนี้ จะปกป้องบุตรสาวสุดที่รักของเขาจากกลุ่มอิทธิพลแล้ว
.(ความเห็น)
จริงๆเป็นหนังเรื่องนึงที่รอดูนะ จากใบปิดที่ค่อนข้างน่าสนใจ และเป็นผลงานของ”ยอน ซางโฮ” ผู้กำกับ Train to Busan อันโด่งดัง…แต่โดยภาพรวมส่วนตัวค่อนข้างเฉยๆนะ ผมว่าหนังไปไม่สุดซักทาง ไม่ว่าจะมุกตลก,ปมดราม่า หรือแม้แต่ฉากแอ๊คชั่น แต่หนังก็ดูสนุก มีแอบจิกกัดสังคมบ้างบางส่วน ดูได้เพลินๆ จบแล้วอมยิ้มนอนหลับฝันดี //ส่วนCGในเรื่องนี้โอเคอยู่นะ
.สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือบทของ”จองยูมิ”(เมียพี่อ้วนใน Train to Busan) ที่เรื่องนี้โคตรสุด โคตรเฉียบ…ออกมาสวยๆแต่ร้ายและกวนเป็นบ้า(ส่วนคุณเล่นเป็นอะไรให้ไปดูในหนังเองดีมากยิ่งกว่า อิอิ)
(สรุป)
Psychokinesis สนุกครับ แต่ไม่ใช่หนังแอ๊คชั่นจ๋า หรือดราม่าอะไรขนาดนั้น หนังเกาหลียังมีมาตรฐานที่สูงมากๆ ก็แค่ผมไม่ค่อยอินซักเท่าไร

ส่วนจุดอ่อนของเรื่องนี้ นอกจากวามรู้ความเข้าใจยากในเรื่องของวิชาชีพโบรคเกอร์ที่ลดทอนความสนุกไป โดยตัวบทที่เกือบๆจะกระชับ ลีลาการเดินเรื่องที่เกือบๆจะตื่นเต้น ถ้าเทียบกับดีกรีเร้าใจจากตอนดู trailer อาจเพราะยาวยืดเยื้อไปบ้างในบางช่วง ขาดจุดลุ้นตื่นเต้น (หรือเขาให้ลุ้นตรงกลโกงซึ่งเราไม่เข้าใจเองนิ) ความไม่สมเหตุสมผล ความหลวม ละผ่านจุดสำคัญหรือขยายความน้อยไป อย่างไรก็ตาม ส่วนที่พีคที่สุดคือ 20 นาทีสุดท้ายของเรื่องที่ค่อนข้างมันส์ดีเหมือนกันนะ
ในด้านดารา ยูจีแท ดูเหมือนบทยังใช้เขาได้ไม่เต็มศักยภาพที่มี น่าจะจัดจ้านได้กว่านี้อีกนะ รยูจุนยอล ดูมีเสน่ห์น่าสนใจ หลายมิติ หลายอารมณ์ดี จากความเป็นบทตัวยืนหลัก วอนจินอา เรื่องนี้สวยมากๆ ถ่ายทอดบุคลิกได้ดี แต่บทคุณน้อยนิดและแบนไปหน่อย พอๆกับ คิมแจยอง ส่วน โจอูจิน ก็ไปได้กับบทดี และชายหนุ่มหล่อๆที่นานๆได้เจอะกันที แดเนียล เฮนนีย์ ยังหล่อเหมือนเดิม คนนี้ไม่ต้องเล่นอะไรเยอะก็ได้ ขอจับจ้องหน้าอย่างเดียวก็พอละ ฟิน!